พฤติกรรมของสัตว์

1. กลไกการเกิดพฤติกรรมของสัตว์

……………การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายสิ่งมีชีวิตนั้น อาจเกิดขึ้นทันทีทันใดหรืออาจเกิดขึ้นช้า ๆ ทำให้ชีวิตแสดงพฤติกรรม (behavior) ซึ่งเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการรักษาดุลยภาพของร่างกาย
……………การศึกษาพฤติกรรม เป็นการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพื้นฐานทางสรีรวิทยาที่มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมสัตว์ การศึกษาพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตทำได้ 2 วิธี คือ
……………1. วิธีการทางสรีรวิทยา (physiological approach) มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายพฤติกรรมในรูปของกลไกการทำงานของระบบประสาท
……………2. วิธีการทางจิตวิทยา (psychological approach) เป็นการศึกษาถึงผลของปัจจัยต่าง ๆ รอบตัวและปัจจัยภายในร่างกายที่มีต่อการพัฒนาและการแสดงออกของพฤติกรรมที่มองเห็นได้ชัดเจน
……………พฤติกรรมจะสลับซับซ้อนเพียงใดขึ้นอยู่กับระดับความเจริญส่วนต่าง ๆ ของระบบประสาท ทั้งหน่วยรับความรู้สึกระบบประสาทส่วนกลางและหน่วยปฏิบัติงาน

2. ประเภทพฤติกรรมของสัตว์

……………พฤติกรรมของสัตว์เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม โดยที่หน่อยพันธุกรรมจะควบคุมระดับการเจริญของส่วนต่างๆ ของสัตว์ เช่นระบบประสาท ฮอร์โมน กล้ามเนื้อ และอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญก่อให้เกิดพฤติกรรมขณะที่สภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์ที่สัตว์ได้รับในภายหลังทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปได้มาหบ้างน้อยบาง เป็ฯการยากที่จะตัดสินว่าพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากกว่ากัน อิทธิพลของพันธุกรรมจะเห็ฯได้ชัดเจนในสัตว์ชั้นต่ำมากกว่าสัตว์ชั้นสูง ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการจะศึกษาพื้นฐานทางธรรมชาติที่แท้จริงของพฤติกรรมจึงนิยมศึกษาในสัตว์ชั้นต่ำ
……………โดยทั่วไปแล้วการแสดงพฤติกรรมของสัตว์ในธรรมชาติมักเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการอยู่รอด ตลอดจนเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของตนเอง พฤติกรรมที่ถูกจัดว่ามีแบบแผนที่ง่ายที่สุดและทำให้สัตว์อยู่รอดได้คือการหลีกเลี่ยงที่จะถูกฆ่า ดังนั้นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลบหลีกหนีศัตรูจึงแสดงออกได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดีเพื่อง่ายแก่การศึกษาและทำความเข้าใจในที่นี้จะแบ่งประเภทของพฤติกรรมออกเป็น 2 แบบคือ

      1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด และ 2.พฤติกรรมการเรียนรู้

         1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด
……………เป็นพฤติกรรมแบบง่ายๆ และเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ใช้ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น แสง เสียง แรงโน้มถ่วงของโลก สารเคมี หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงของฤดูกาล จะตอบสนองโดยการเคลื่อนไหวเพื่อปรับตำแหน่งให้อยู่ในสถาพที่เหมาะสม หรือหลีกเลี่ยงสถาพที่ไม่เหมาะสม ควาสามารถในการแสดงพฤติกรรมนี้ได้มาจากพันธุกรรมเท่านั้น โดยไม่จำเปนต้องเรียนรู้มาก่อน จึงมักมีแบบแผนที่แน่นอนเฉพาะตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะแสดงพฤติกรรมเหมือนกันหมด พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด ได้แก่

รีเฟล็กซ์
……………เราคงเคยเดินหยีบหนาม หรือของมีคม พฤติกรรมที่แสดงออกมา คือ ยกเท้าหนีทันที หรือเมื่อมีสิ่งขงเข้ามาใกล้ตา ตาก็จะกระพริบ เราต้งอคิดก่อนหรือไม่ การแสดงกิริยาดังกล่าวเป็นปฎิกริยารีเฟล็กซ์ปฎิกริยานี้ทำให้สิ่งมีชีวิตแสดงออกอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ทันที พฤติกรรมที่แสดงออกมาด้วยการที่ส่วนใดส่วนหนี่งของร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นได้อย่างรวดเร็วเรียกว่า พฤติกรรมรีเฟล็กซ์
……………สิ่งมีชีวิตเซล์เดียวและสัตว์ชั้นต่ำ ระบบประสาทยังไม่เจริญดีหรือในโพรทิสซึ่งไม่มีระบบประสาท สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสถาวะแวดล้อมโดยแสดงพฤติกรรมแบบรีเฟล็กซ์กล่าวคือ เป็ฯไปในลักษณะกระตุ้นและตอบสนองนั่นเอง เช่น พฤติกรรมที่เรียกว่า โอเรียนเตชัน (orientation) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมที่สัตว์ตอบสนองต่อปัจจัยทางกายภาพทำให้เกิดการวางตัวที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เช่น ปลาว่ายน้ำในลักษณะที่ตั้งฉากกับแสงอาทิตบ์ทำให้ศัตรูที่อยู่ในระดับต่ำกว่ามองไม่เห็นนั้นจึงเป็นการหลีกเลี่ยงศัตรูวิธีหนึ่ง นอกจากนี้พฤติกรรมแบบโอเรียนเตชันยังจะทำให้เกิดการรวมกลุ่มของสัตว์ในบริเวณที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสัตว์นั้นๆ อีกด้วยทำให้เราสามารถพบสัตว์ต่างๆในต่างบริเวณ
……………ยังมีการศึกษาพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอื่นๆของพารามีเซียมอีก คือ การทดลองปล่อยแก้สคาร์บอนไดออกไซด์ไปในน้ำบนสไลด์ที่มีพารามีเซียม พบว่าพารามีเซียมจะถอยห่างออกจากฟองแก้สคาร์บอนไดออกไซด์โดยเบี่ยงตัวด้านท้ายของลำตัวไปเล้กน้อยแล้วจึงค่อยเคลื่อนที่ต่อไปอีกข้างหน้า ถ้าพบฟองแก้สคาร์บอนไดออกไซด์อีกพารามีเซียมก็จะถอยหนีไปในลักษณะเดิมเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะพ้นจากฟองแก้สคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุยหนึ่งคือ อุณหถูมิ ถ้าพารามีเซียมเคลื่อนที่ไปในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงมันจะถอยหลังกลับโดยการกลับโดยอาจขยับส่วนท้ายของเซลล์ไปจากตำแหน่งเดิมเล้กน้อย แล้วเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในทิศทางที่เปลี่ยนไป มันจะทำเช่นนี้จนกว่าจะพบตำแหน่งที่อุณหภูมิเหมาะสมดังรูป จะเห็ฯว่าทิศทางที่พารางมีเซียมเคลื่อนที่ไปแต่ละครั้งเพื่อหลบจากสิ่งเร้า มิได้สัมพันธ์กับทิสทางของสิ่งเร้าเลย จึงจัดได้ว่าไม่มีทิศทางที่แน่นอนเรียกพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยการเคลื่อนที่แบบมีทิศทางไม่แน่นอนว่า ไคนีซิส (kinesis) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของโอเรียนเตชัน พฤติกรรมนี้มักพบในโพรโทซัวหรือสัตว์ที่มีกระดูสันหลังชั้นต่ำที่ระบบประสาทไม่เจริญดี หน่อยรับความรู้สึกดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพดีพอที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่อยู่ไกลๆจะมีการตอบสนองโดยเคลื่อนที่หาหรืออกจากสิ่งเร้าที่อยู่ใกล้ๆเท่านั้น
……………พฤติกรรมไคนีซิสที่พบในสัตว์ชั้นต่ำเช่น แมลงสาบ ถ้านักเรียนเคยสังเกตการเคลื่อนที่ของแมลงสาบจะพบว่าเมื่ออยู่ในที่โล่ง มันจะวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวของร่างกายไม่สัมผัสกับของแข็ง แต่เมื่อเคลื่อนที่ไปโดนหรือสัมผัสของแข็ง เช่นขอบตู้ แมงสาบจะอยู่นิ่ง
ลักษณะการเคลื่อนที่ของแมลงสาบในที่โล่งไม่สัมผัสกับของแข็ง หรือการเคลื่อนที่ของพารามีเซียมที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิล้วนเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมการเคลื่อนที่แบบมีทิศทางไม่แน่นอน หรือทิศทางการเคลื่อนที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า

รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง
นักเรียนลองพิจารณาการดูดน้ำนมของเด็กอ่อนที่เริ่มตั้งแต่การกระตุ้นจากสิ่งเร้าคือ ความหิว เมื่อปากได้สัมผัสกับหัวนม เป็นการกระตุ้นให้เด็กดูดนม และจะกระตุ้นให้เกิดการกลืนที่เป็นปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ เมื่อเด็กยังไม่อิ่มก็จะกระตุ้นให้ดูดต่อไปอีกเด็กจึงแสดงพฤติกรรมการดูดนมต่อไปจนอิ่มจึงหยุดพฤติกรรมย่อย ๆซึ่งเป็นปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะไปกระตุ้น รีเฟล็กซ์อื่น ๆ ของระบบประสาทให้ทำงานต่อเนื่องกัน เรียกพฤติกรรมประเภทนี้ว่า รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง

……………การสร้างรังของนกก็เช่นเดียวกันประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยหลายพฤติกรรม เช่น การบินออกไปหาวัสดุมาสร้าวรัง เมื่อพบจะจิกขึ้นมาตรวจสอบว่าเป็นวัสดุที่ต้องการหรือไม่ จากนั้นจะนำวัสดุนั้นมาที่รัง และพยายามนำวัสดุดังกล่าวประกอบเป็นรัง เสร็จแล้วก็จะบินออกไปหาวัสดุชิ้นใหม่ต่อไป วงจรนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้รังที่สมบูรณ์ ตัวอย่างอื่น ๆ ของพฤติกรรมแบบนี้ เช่น การชักใยของแมงมุม การฟักไข่และการเลี้ยงลูกอ่อนของไก่
พฤติกรรมแบบรีเฟล็กซ์ และรีเฟล็กซ์ต่อเนื่องเป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ซึ่งสามารถแสดงได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้มาก่อน และการกระตุ้นที่เกิดขึ้นได้ง่ายด้วยสิ่งเร้าที่พบในสภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ เช่น ปัจจัยทางกายภาพ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมบางอย่างจะแสดงออกต่อเมื่อมีความพร้อมทางกายเสียก่อน เช่น การบินของนก นกแรกเกิดไม่สามารถบินได้ จนกว่าเติบโตแข็งแรง จึงพร้อมจะบินได้ เป็นต้น
………….พฤติกรรมบางอย่าง สัตว์จะต้องมีประสบการณ์จึงแสดงพฤติกรรมออกมา ตัวออย่างเช่น เมื่อนำแมลงปอมาแขวนไว้ด้านหน้าของคางคก คางคกจะใช้ลิ้นตวัดจับแมลงปอกินเป็นอาหาร ต่อมาผู้ทดลองได้นำแมลงชนิดหนึ่งเรียกว่า รอบเบอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายผึ้งมาแขวนแทนคางคกก็กิน แต่ถูกผึ้งต่อย ต่อมาผู้ทดลองนำแมลงรอบเบอร์และผึ้งมาแขวนปรากฎว่าคางคกไม่กินแมลลงรอบเบอร์และผึ้งอีกเลย

…………………………………………………….

……………การที่คางคกใช้ลิ้นตวัดจับแมลงกินเป็นอาหาร เป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด ส่วนการที่คางคกไม่กินผึ้งและแมลงที่มีลักษณะคล้ายผึ้งเนื่องจากประสบการณ์ที่ได้รับ พฤติกรรมที่อาศัยประสบการณ์นี้เรียกว่า พฤติกรรมการเรียนรู้

พฤติกรรมการเรียนรู้

……………เป็นพฤติกรรมของสัตว์ที่อาศัยประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ส่วนใหญ่พบในสัตว์ชั้นสูงที่มีระบบประสาทเจริญดี สัตว์ที่มีวิวัฒนาการของระบบประสาทสูงสามารถมีพฤติกรรมแบบต่าง ๆ ดังนี้

แบบแฮบิชูเอชัน
……………ถ้านักเรียนทดลองนำหอยทากมาไต่บนแผ่นกระจก แล้วเคาะที่กระจก หอยทากจะหยุดการเคลื่อนที่ และหลบซ่อนเข้าไปในเปลือก สักครู่หนึ่งจะโผล่ออกมาและไต่ตามแผ่นกระจกต่อไป เมื่อเคาะอีก ก็จะหลบเข้าไปอีก แต่ถ้าเคาะกระจกบ่อย ๆ ครั้ง จะพบว่าระยะเวลาที่หอยทากหลบเข้าไปในเปลือกจะค่อย ๆ สั้นลงในที่สุดจะไต่ตามแผ่นกระจกไปเรื่อยโดยไม่สนใจเสียงเคาะกระจกอีกต่อไป
……………ในธรรมชาติก็เช่นเดียวกันลูกสัตว์ทุกชนิดจะกลัวและหนีสิ่งแปลกใหม่ เช่น ลูกนกแรกเกิดจะตกใจกลัวนกทุกชนิดที่บินผ่านมาเหนือรัง หรือแม้แต่ใบไม้ที่ร่วงลงมา เมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ครั้ง ลูกนกจะเกิดการเรียนรู้ทำให่ลูกนกลดพฤติกรรมนี้ลงไป เรียกพฤติกรรมดังกล่าวนี้ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน (habituation) เป็นพฤติกรรมที่สัตว์ลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้า แม้จะยังได้รับการกระตุ้นอยู่ เนื่องจากสัตว์เรียนรู้แล้วว่าสิ่งเร้านั้น ๆ ไม่มีผลต่อการดำรงชีวิต

การฝังใจ
……………พ.ศ. 2478 ดร.คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) สังเกตว่าธรรมชาติ ลูกห่านจะเดินตามแม่ทันทีเมื่อฟักออกจากไข่ แต่ถาฟักไข่ในห้องปฏิบัติการ เมื่อลูกห่านพบเขาเป็นสิ่งแรก มันจะติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง

……………เมื่อเขาใช้วัตถุอื่นแทนตัวเขา เช่น กล่องสี่เหลี่ยมที่มีล้อเลื่อนหรือหุ่นเป็ดที่มีล้อเลื่อนลูกห่านที่ฟักออกจากไข่เมื่อเห็นวัตถุดังกล่าวก็จะเดินตามเช่นเดียวกัน เรียกพฤติกรรมของสัตว์ที่ติดตามวัตถุที่เคลื่อนที่และทำเสียง ซึ่งเห็นในครั้งแรกหลังจากฟักจากไข่ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจ (imprinting) พฤติกรรมแบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นมากคือ ระยะเวลา 36 ชั่วโมง หลังจากฟักออกจากไข่ของห่าน ในธรรมชาตินั้นวัตถุที่เคลื่อนที่ได้ ทำเสียงได้ของลูกห่านคือแม่นั่นเองทำให้เกิดความผูกพันกับแม่

การลองผิดลองถูก

……………การที่สัตว์แสดงพฤติกรรมของสัตว์ชั้นต่ำบางชนิด เช่น ไส้เดือนดินเพื่อดูพฤติกรรมอย่างไร เมื่อนำไปใส่กล่องพลาสติกรูปตัว T มีด้านหนึ่งมืดและชื้น อีกด้านหนึ่งโปร่งและมีกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ปรากฏว่าเมื่อทำการทดลองซ้ำ ๆ กันไม่ต่ำกว่า 200 ครั้ง ไส้เดือนดินที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วจะเลือกทางถูก คือเคลื่อนที่ไปทางมืดและชื้นประมาณร้อยละ 90 แต่ในระยะก่อนฝึก โอกาสที่ไส้เดือนดินจะเลือกทางถูก หรือผิดร้อยละ 50 เท่านั้น

……………จะเห็นได้ว่า การลองผิดลองถูก (trail and error)เป็นพฤติกรรมซึ่งเกิดจากการทดลองซ้ำ ๆ จนมีประสบการณ์ว่าการกระทำแบบใดจะเกิดผลดี แบบใดจะเกิดผลเสีย แล้วเลือกกระทำแต่สิ่งที่เกิดผลดี หรือให้ประโยชน์ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ให้โทษ

การมีเงื่อนไข

……………การศึกษาทดลองของอีวาน พาพลอฟ (Ivan Pavlov) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา ชาวรัสเซีย ประมาณปี พ.ศ.2400 เขาได้ทำการทดลอง

……………พาฟลอฟพบว่า ถ้าสั่นกระดิ่งพร้อมกับการให้อาหารทุกครั้งสุนัขที่หิวเมื่อเห็นอาหารหรือได้กลิ่นจจะหลั่งน้ำลาย หลังจากการฝึกเช่นนี้มานาน เสียงกระดิ่งเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้สุนัขหลั่งน้ำลายได้ การทดลองนี้ สิ่งเร้าคืออาหารซึ่งเป็น สิ่งเร้าแท้จริง หรือสิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข(unconditioned stimulus) ส่วนเสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าไม่แท้จริงหรือสิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข (conditioned stimulus)

……………การที่สัตว์แสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ไม่แท้จริงแม้ว่าจะไม่มีสิ่งเร้าที่แท้จริงอยู่ด้วย ลำพังสิ่งเร้าที่ไม่แท้จริงเพียงอย่างเดียวก็สามารถกระตุ้นให้สัตว์นั้นตอบสนองได้เช่นเดียวกับกรณีที่มีสิ่งเร้าแท้จริงอย่างเดียว พาฟลอฟเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข(conditioning)
……………นักพฤติกรรมพบว่า พฤติกรรมแบบมีเงื่อนไขสามารถพบได้ในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และสัตว์มีกระดูกสันหลัง

การใช้เหตุผล
……………ชิมแปนซีเป็นสัตว์ทดลองที่ดีสำหรับการแสดงความสามารถในการแก้ปัญหา เช่น การหยิบของที่อยู่สูงหรืออยู่ไกล เมื่อนำกล้วยไปห้อยไว้บนเพดานซึ่งชิมแปนซีเอื้อมไปไม่ถึง ชิมแปนซีสามารถแก้ปัญหาโดยนำลังไม้มาซ้อนกันจนสูงพอ แล้วปีนขึ้นไปหยิบกล้วย

……………หากนำผลไม้ไปวางไว้ห่างจากกรง ชิมแปนซีจะนำไม้มาต่อกันเป็นเครื่องมือเพื่อใช้เขี่ยของที่อยู่ห่างจากกรง

……………พฤติกรรมการใช้เหตุผล (reasoning) พบเฉพาะในสัตว์ที่มีสมองเซรีบรัมพัฒนาดี เพราะความสามารถในการใช้เหตุผลขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ ตลอดจนนำเอาประสบการณ์มาผสมผสานกัน หรือประยุกต์ร่วมกันเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาอาจกล่าวว่าการใช้เหตุผลเป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาจากการลองผิดลองถูก การใช้เหตุผลเป็นการเรียนรู้ขั้นสูงสุด

3. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับการพัฒนาการของระบบประสาท

……….พฤติกรรมแต่ละแบบของสิ่งมีชีวิตที่แสดงออกมาจะมีความสัมพันธ์กับระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น สิ่งมีชีวิตระดับแรกๆ เช่น พวกโพรทิสต์ จะมีพฤติกรรมเป็นแบบไคนิซิส และแทกซิสเท่านั้น ส่วนในสัตว์ชั้นสูง เช่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จะมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนกว่า มีทั้งพฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์ รีเฟลกซ์ต่อเนื่อง และพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมชั้นสูง ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม และระบบประสาทเป็นดังนี้

ชนิดของสิ่งมีชีวิต
ระบบประสาท
พฤติกรรมส่วนใหญ่
1.โพรทิสต์เซลล์เดียว ไม่มีระบบประสาทหรือมีเส้นใย พฤติกรรมมีมาแต่กำเนิด พวกไคนีซิสประสานงานและแทกซิส
2.สัตว์หลายเซลล์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ยังไม่ซับซ้อน
เช่น มีร่างแหประสาทและปมประสาท
พฤติกรรมมีมาแต่กำเนิด เช่น รีเฟลกซ์ และรีเฟลกซ์ต่อเนื่อง
3.สัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นต่ำ สมองส่วนหน้าไม่ค่อยเจริญ แต่สมองส่วนกลางเจริญดีมาก เริ่มมีการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นกว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่ยังไม่รู้จักใช้เหตุผล
4.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สมองส่วนหน้าเจริญดี แต่สมองส่วนกลางลดขนาดลง มีการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น และมีพฤติกรรมแบบการใช้เหตุผลด้วย
5.มนุษย์ สมองส่วนหน้าเจริญดี แต่สมองส่วนกลางลดขนาดลงไปมาก มีการเรียนรู้ และการใช้เหตุผลที่สลับซับซ้อน
กราฟเปรียบเทียบพฤติกรรมที่พบจากสัตว์

4. การสื่อสารระหว่างสัตว์

……….การสื่อสาร เป็นพฤติกรรมทางสังคมของสัตว์ เพราะมีการส่งสัญญาณทำให้สัตว์ซึ่งได้รับสัญญาณ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป สัตว์ทุกชนิดต้องมีการสื่อสารอย่างน้อยในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตโดยเฉพาะช่วงที่มีการสืบพันธุ์ การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับการสื่อสารจึงมักจะกระทำกับสัตว์ที่มีพฤติกรรมทางสังคมซับซ้อน เช่น ผึ้ง ปลวก มดและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั้งนี้เพราะ เมื่อสัตว์เหล่านี้มาอยู่รวมกันมากจะมีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน จึงต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลา
1.การสื่อสารด้วยท่าทาง
2.การสื่อสารด้วยเสียง
3.การสื่อสารด้วยการสัมผัส
4.การสื่อสารด้วยสารเคมี

1. การสื่อสารด้วยท่าทาง ( Visual Signal )
เป็นท่าทางที่สัตว์แสดงออกมาอาจจะเป็นแบบง่ายๆ หรืออาจมีหลายขั้นตอนที่สัมพันธ์กัน เช่น
– การแยกเขี้ยวของแมว
– การเปลี่ยนสีของปลากัดขณะต่อสู้กัน
– สุนัขหางตกเมื่อต่อสู้แพ้และวิ่งหนี
– นกยูงตัวผู้รำแพนหางขณะเกี้ยวพาราสี นกยูงตัวเมีย
– การเต้นระบำของผึ้งเพื่อบอกแหล่งและปริมาณของอาหาร ถ้าแหล่งอาหารอยู่ใกล้ จะเต้นเป็นรูปวงกลม แต่ถ้าแหล่งอาหารอยู่ไกล จะเต้นคล้ายรูปเลขแปด และมีการส่ายก้นไปมาด้วย โดยถ้าส่ายก้นเร็ว แสดงว่าปริมาณอาหารมีมาก

2. การสื่อสารด้วยเสียง ( Sound Signal)

เสียงของสัตว์ที่เปล่งออกมาในแต่ละครั้งจะแสดงถึงการตอบสนองสิ่งเร้าต่างๆ และสื่อความหมายที่แตกต่างกัน เช่น
– เสียงที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม เช่น เสียงของนกร้อง ไก่ แกะ และกระรอก
– เสียงเรียกคู่เพื่อผสมพันธ์ เช่น เสียงร้องของกบและคางคก เสียงขยับปีกของยุงตัวเมียเพื่อเรียกยุงตัวผู้
– เสียงเตือนภัย เช่น เสียงร้องของเป็ด นก และเสียงเห่าของสุนัข
– เสียงแสดงความโกรธ เช่น เสียงร้องของแมว สุนัข และช้าง

3. การสื่อสารด้วยการสัมผัส ( Physical Contract ) เป็นการสื่อสารโดยใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งสัมผัสกับสัตว์พวกเดียวกันหรือต่างพวกกัน เพื่อนกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมโต้ตอบกัน การสัมผัสเป็นการสื่อสารที่สำคัญอย่างหนึ่งของสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การสัมผัสจะเป็นการถ่ายทอดความรัก และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาของลูกอ่อน ทำให้ลกเกิดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
ตัวอย่างสัตว์ที่มีการสื่อสารด้วยวิธีนี้ ได้แก่
– สุนัขเข้าไปเลียปากสุนัขตัวที่เหนือกว่า เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมิตรหรืออ่อนน้อมด้วย
– ลิงชิมแพนซียื่นมือให้ลิงตัวที่มีอำนาจเหนือกว่าจับในลักษณะหงายมือให้จับ
– ลูกนกนางนวลบางชนิดใช้จะงอยปากจิกที่จะงอยปากของแม่นกเพื่อขออาหาร


4. การสื่อสารด้วยสารเคมี ( Chemical Signal )

สัตว์หลายชนิดใช้สารเคมีที่เรียกว่า ฟีโรโมน ( Pheromone ) ซึ่งเป็นสารเคมีที่สัตว์สร้างขึ้น เมื่อหลั่งออกมาภายนอกร่างกายจะมีผลต่อสัตว์อื่นที่เป็นชนิดเดียวกัน ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆได้ เช่น
– ดึงดูดเพศตรงข้าม เช่น การที่ผีเสื้อกลางคืนตัวเมียหลั่งสารเคมีออกมา เพื่อให้ดึงดูดผีเสื้อกลางคืนตัวผู้ที่อยู่ห่างหลายกิโลเมตรให้บินมาหาได้ หรือการที่ชะมดหลั่งสารเคมีที่ดึงดูดเพศตรงข้ามได้
– บอกอาณาเขต เช่น กวางบางชนิดจะแตะสารเคมีกับต้นไม้เพื่อบอกอาณาเขต และการที่เสือดาวหรือสุนัขถ่ายปัสสาวะไว้ในที่ต่างๆ เพื่อบอกอาณาเขต
– นำทาง เช่น การหาอาหารของมด มดจะใช้ปลายท้องแตะที่พื้นแล้วปล่อยสารเคมีออกมาเป็นระยะๆทำให้มดตัวอื่นๆ ติดตามไปยังแหล่งอาหารได้ถูก

…………………………………..

………

ข้อสอบ

  1. การสื่อสารแบบใดที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในป่าทึบ
    1. เสียง 2. สายตา 3. กลิ่น 4. ลิ้มรส 5. สัมผัส

ก. 1,2      ข. 1,3     ค. 4,5     ง. 2,5

2. การรับฟีโรโมนของสัตว์มีกี่ทางอะไรบ้าง

ก. ทางคือ ดมกลิ่น และกิน                        ข. 3 ทางคือ ดมกลิ่น กิน และทางการดูดซึม
ค. 2 ทางคือ ดมกลิ่น และทางการดูดซึม     ง. 3 ทางคือ ดมกลิ่น สัมผัส และทางการดูดซึม